![]() |
| สนามบินดอนเมือง สนามบินหน้าตาโทรมๆ ของไทย ในสมัยนั้น พอเราไปประเทศเจริญๆ อย่างเยอรมัน ภาพที่เราเห็นสนามบินที่นั่น เทียบกับบ้านเรา...คนละเรื่องเลยอะ |
คืนก่อนออกเดินทางไปเยอรมันนั้น นอนไม่ค่อยหลับเลย มันรู้สึกตื่นเต้นเหมือนความรู้สึกครั้งแรกที่ได้นั่งเครื่องบิน ความรู้สึกเมื่อสัก 10 ปีก่อน ตอนนั้นตื่นเต้นเพราะนั่งเครื่องบินครั้งแรก และต้องเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกโดยคนเดียว ส่วนตอนนี้ตื่นเต้นเพราะจะต้องไปใช้ชีวิตในต่างประเทศครั้งแรกเช่นกัน เป็นความตื่นเต้นคนละแบบ แต่มีความรู้สึกและอารมณ์ละม้ายคล้ายกัน
ยุคที่ผมไปนั้นเป็นช่วงกลางเดือนกย. ปี 2545 ผมออกเดินราวเที่ยงคืน แล้วไปถึงแฟรงกืเฟิร์ตในช่วง 6 โมงเช้า ประเทศเยอรมันจะมีเวลาช้ากว่าประเทศไทยราว 5 ชั่วโมง แต่การเดินทางนั้นแม้จะเป็นเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพถึงแฟรงก์เฟิร์ต ก็ใช้เวลาเดินทางนานถึง 13 ชั่งโมงเลยทีเดียว
ผมมาถึงสนามบินแฟรงก์เฟิร์ตในวันแรก ก็ยืนรอเก้อถึงเกือบ 3 ชั่วโมง ใจเสียอยู่เหมือนกัน เพราะเที่ยวบินเดิมทีจะมาถึงตอน 6:05 แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ปาไป 7:00 กว่าจะผ่านด่านสารพัด กับป้ายชี้ทางที่มีแต่ภาษาเยอรมันออกมาได้ก็ปาไป 7:30น. คลาดกับคนมารับ (เรื่องมันก็เลยยาว)
พอลงจากเครื่องบิน เดินผ่านประตูเข้าตึก ทางเจ้าหน้าที่เยอรมันเขาเอาหมาลิงติงมา 2-3 ตัว มาดมๆ ผู้โดยสารเลยครับ สงสัยเขาคงจะใช้หมาค้นหายาเสพติด แล้วเจ้าหน้าที่เยอรมันนี่มันตัวใหญ่จริงๆ สูงประมาณ 190ซม. เห็นจะได้
พอผ่านด่านตรวจหมาดมกลิ่นมา ก็เดินเข้าไปด่านตรวจคนเข้าเมือง พวกป้ายต่างๆ ภาษาอังกฤษมันเขียนตัวเล็กๆ ส่วนภาษาเยอรมันก็เขียนตัวใหญ่ๆ ถ้าเป็นป้ายย่อยๆ ก็จะไม่มีภาษาอังกฤษ ในสมัยนี้ไม่แน่ใจว่ามีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือยัง แต่สมัยที่ผมไป เป็นเช่นนั้นจริงๆ
![]() |
| ภาพสนามบินแฟรงเฟิร์ตนี้แฮปมาจากบนเน็ต เพราะตอนที่ไปครั้งนั้น เข้าใจว่า ตื่นเต้นจนไม่ได้ถ่ายรูปเก็บไว้ |
ด่านตรวจคนเข้าเมือง
พอมาถึงคิวผม เจ้าหน้าที่ขอดูพาสปอร์ตแล้วก็ส่งภาษาเยอรมันเลย (เพราะผมได้ VISA ชนิดอยู่อาศัย 3 เดือน เขาคงนึกว่าเราพูดภาษาเยอรมันได้) เขาถาม 2-3 ครั้ง ผมก็ยืนงงๆ ไม่ว่ารู้ว่าจะตอบว่ายังไง พอดีมีคนต่อคิวข้างหลังช่วยแปลเป็นภาษาอังกฤษให้ ก็เลยตอบได้ เขาถามว่าจะไปไหน ผมเลยบอกไปว่าไป "ซาร์บรู๊คเคิร์น" มันถึงส่งภาษาอังกฤษคุยกับผม
เจ้าหน้าที่ถามต่อว่า .....................มาทำอะไรที่นี่
ผมก็บอกไปว่า .............................มาเรียนหนังสือ ได้ทุนจาก CDG ......พอเขาฟังแล้วก็ไม่ได้ว่าอะไร
แล้วก็ถามผมต่อว่า...................... "พูดภาษาเยอรมันไม่ได้หรือ?"
ผมบอกไปว่า ..............................."Not Yet" ....ยังไม่ได้
เขาก็หัวเราะใหญ่ แล้วบอกว่า......
"มาอยู่เยอรมันแต่ยังพูดเยอรมันไม่ได้ ก็ได้แต่หวังว่าจะพูดได้ภายในหนึ่งปีนะ" ....
นั่น....นี่แค่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ก็ให้กำลังใจกันขนาดนี้...อวยพรให้ดีจริงๆ
จากนั้นก็เดินเข้าไปหาที่รับกระเป๋า สนามบินที่นี่พี่ท่านล่อไม่ใช้ป้ายอังกฤษเลย อาศัยว่าเห็นรูปแล้วเดาๆ เอาว่าคงเป็นป้ายไปรับกระเป๋า สนามบินแฟรงก์เฟิร์ตเป็นสนามบินที่ใหญ่มาก ถือได้ว่าเป็นจุดต่อเครื่องบินที่สำคัญแห่งหนึ่งของยุโรป ขืนซี้ซั้วเดิน มีสิทธิหลงเอาง่ายๆ ผมจำผู้โดยสารบนเครื่องได้ เห็นเขาเดินไปทางไหน ก็เดินตามๆ พวกเขาไป
หลายคนอาจสงสัยทำไม ผมไม่เรียนภาษาเยอรมันก่อนมาที่นี่ จะได้ไม่มีปัญหา ความเป็นจริงก็คือ เป็นความห่วยของหน่วยงานที่ให้ทุนผม เขาแจ้งข่าวให้ผมทราบว่าผมได้รับทุน และแจ้งก่อนเดินทางเพียง 15 วัน ผมต่อรองขอเลือนเดินทางไป 1 เดือน เขาไม่อนุญาต เขาบอกหากมีการเลื่อนเดินทาง ผมจะต้องสละสิทธิ์ทุนนี้ให้คนอื่น ผมนั้นแทนที่จะไม่พอใจเขา ก็ต้องเปลี่ยนความไม่พอใจให้เป็นความพยายาม ฉะนั้นผมเลยมีเวลาเตรียมตัวที่จะมาใช้ชีวิตในเยอรมันกว่า 1 ปี ในเวลาเพียง 15 วัน
สิ่งที่ผมต้องทำใน 15 วันนั้น ได้แก่สะสางงานลูกค้าผม เตรียมเอกสารภาษี ซื้อของเตรียมตัวเดินทางทั้งหมด โอนงานให้รุ่นน้อง ฝากงานให้รุ่นน้อง ติดต่อขอวีซ่าเข้าประเทศเยอรมัน ตรวจสุขภาพ และอื่นๆ ที่ทำหรือสานต่อ เมื่อผมไม่ได้อยู่ในประเทศไทย ทั้งหมด...ต้องเสร็จใน 15 วัน
แล้วผม...ก็ทำได้เสร็จภายใน 15 วัน
รอก้อ 3 ชม.
พอเดินทางออกมาถึงที่พักโดยสารขาเข้า ก็ไม่เจอใครเลย ผมก็เดินไปเดินมาอยู่พักใหญ่ๆ ทีแรกผมเข้าใจว่าต้องรอให้ 8:30 ก่อน ตามเวลาออฟิต ถึงจะมีเจ้าหน้าที่มารับ เพราะเบอร์โทรที่ผมมีล้วนเป็นสำนักงาน โทรไปก็ไม่มีคนรับสาย(ฝรั่งเขาไม่เหมือนคนไทย เขาไม่มานั่งรอที่ออฟิตตอนเจ็ดโมงเช้าเพื่อหลีกเลี่ยงรถติด เพราะบ้านเมืองเขาไม่รู้จักคำว่ารถติดนั่นเอง)
พอรอถึง 8:30 ก็ไม่มีใครถือป้ายมารับ ก็เลยหาตู้โทรศัพท์ ไปไหนก็เข็นรถเข็นไปด้วย แต่ที่นี่แปลกก็คือ เห็นพวกฝรั่งมันไม่ค่อยห่วงกระเป๋ากันเท่าไร เวลาพวกเขาไปทำธุระ ก็เห็นเขาวางทิ้งๆ ไว้แบบนั้น สักพักก็ค่อยกลับมา พามาอยู่นี่ถึงรู้ว่าที่เยอรมันนี่ เรื่องลักเล็กขโมยน้อยเขาแทบไม่มี กฏคือกฏ ระเบียบคือระเบียบ (ยกเว้นประเทศฝรั่งเศส อิตาลี สเปน ถ้าไป 3 ประเทศนี้ระวังให้ดี แสบคูณสองเลยครับ ยิ่งกว่าสุวรรณภูมิบ้านเราเสียอีก)
พูดถึงตู้โทรศัพท์ที่นี่ ทีแรกลองใช้ดูก็ใช้ไม่เป็น ระบบมันก็ฟ้องเป็นภาษาเยอรมัน หน้าจอก็แสดงผลเป็นภาษาเยอรมัน ดีที่โทรศัพท์ที่สนามบินมันมีบอกวิธีใช้งานเป็นภาษาอังกฤษ(พอออกจากสนามบินแล้วไม่มีคำอธิบายแบบนี้นะจะบอกให้) โทรศัพท์ที่ผมใช้เป็นระบบใช้บัตรเครดิต โทรครั้งหนึง 1 ยูโร หรือราว 41 บาท ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ CDG อยู่เกือบ 3 ครั้งหมดไป 3 ยูโร หรือราว 120 บาท ดูท่าจะไม่เวิร์ก เพราะเขาพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ผมก็พูดเยอรมันไม่ได้ เลยหมดปัญญาที่จะสื่อสารกัน
เลยหาเบอร์สำนักงานใหญ่แล้วโทรหาคนที่ผมเคยติดต่อผ่านเน็ต ก็โทรไปหาอยู่เกือบ 2-3 ที จนท้ายสุดเขาก็บอกว่าให้รอถึง 9:35 เพราะต้องตีรถจากเมืองซาร์บรู๊คเคิ่นอีกรอบมารับที่สนามบิน (มีคนมารอบแรกรอเกือบชั่วโมงไม่เจอ เขาเลยกลับไป คนที่มารับนี่เป็นคนที่สอง)
คนเยอรมัน...มันก็โง่เป็นเหมือนกัน
พอถึง 9:35 ก็ไม่มีคนมา ก็โทรอีก สรุปแล้ว ผมโทรไปเกือบเจ็ดแปดครั้ง คงหมดค่าโทรไปเกือบ 400 กว่าบาท ระหว่างรอก็หิว ก็ไปซื้อแซนวิดกิน เพราะอย่างอื่นมันเป็นเมนูภาษาเยอรมัน อ่านไม่ออก เลยไม่กล้าซี้ซั้วสั่งกิน อันหนึงก็ราว 200 บาท พร้อมน้ำโค๊กด้วยก็ตก 300 บาท (แพงจริงๆ) จนโทรครั้งสุดท้ายเขาบอกว่าคนที่ไปรับถึงแล้ว แต่ผมไม่เห็นเลยเช็คสถานที่ว่าใช่จุดที่เขานัดกันหรือเปล่า ก็ปรากฏว่าใช่ เลยเดินไปหาประชาสัมพันธ์ช่วยป่าวประกาศ รอสัก 10 นาทีก็มีคนถือป้าย CDG มารับ....ค่อยยังชั่ว เวลาตอนนั้นก็เป็นประมาณ 10:30 กว่าจะได้ขึ้นรถ
ในบรรดาคนมารับผมทั้ง 3 คน คนที่ 3 นี่ฉลาดที่สุด เพราะรู้จักติดต่อเคาน์เตอร์ สอบถามสายการบิน รู้จักไปยืนรอในจุดที่ผู้โดยสารเดินออกจากสนามบิน ส่วน 2 คนก่อน ทำงานเป็น machine คือ ถ้ามาแล้ว ไม่เจอ เขาก็จะไม่หาผมเลยนะ รอ 10-15 นาที พอมันไม่เจอ ไม่ประกาศหา ไม่ถือป้ายรอ แล้วมันก็กลับเลย เป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องไปยืนคอยในจุดที่เขาต้องการ
บางทีการไปใช้ชีวิตในต่างประเทศคุณก็ต้องทำใจกับพวกฝรั่งไร้น้ำใจ+ไร้สมอง พวกนี้ แต่ที่น่าเห็นใจคือ หน่วยงาน CDG ต้องเสียเงินค่าจ้างรถรับส่งผม ถึง 3 เที่ยว และทำได้สำเร็จในเที่ยวที่ 3
ในสถานการณ์ที่แย่ๆ เช่นนั้น ณ เวลานั้น ผมจำได้ว่าผมกลับไม่รู้สึกโกรธ หรือหงุดหงิดเลยแม้แต่น้อย เฝ้าแต่หวังว่าทุกอย่างจะผ่านพ้นไปด้วยดี แล้วมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ถ้าเป็นทุกวันนี้ผมคงจะหัวเสียอย่างมาก ผมคงต้องต่อว่าถึงความไม่เป็นมืออาชีพในการติดต่อประสานงาน เพราะทางผู้รับรู้ว่าผมจะเดินทางมาด้วยเที่ยวบินที่เท่าไร สายการบินอะไร ถ้าคนที่มารับผมในคนแรก เขาฉลาดสักหน่อย แค่เอาชื่อเที่ยวบินกับสายการบินของผมไปถามที่เคาน์เตอร์เซอร์วิส เขาก็จะรู้ว่า เครื่องลงกี่โมง แล้วเขาควรรอนานเท่าไร หรือควรทำอย่างไรต่อไป
ในทางกลับกัน ถ้าวันนั้นสมมุติว่า ผมหัวเสีย ด่ากราดใส่เจ้าหน้าที่สำนักงานใหญ่เยอรมัน ฉุนเฉียว และถ้าเจ้าหน้าที่ที่สำนักงานใหญ่เยอรมัน เริ่มอารมณ์เสีย อคติของเจ้าหน้าที่ที่มีต่อตัวผมก็จะเกิดขึ้น คนเราเวลาโกรธกัน เขาก็จะไม่คิดอะไรดีๆ ต่อกันหรอก...ถูกไหมครับ? ก็อาจจะพาลไปว่า ผมรอไม่เป็นที่เป็นทาง ทำให้คนมารับไม่พบตัวผม ท้ายสุดผมอาจต้องเสียค่ารถเอง จ้างรถแล้วหลงทาง ต้องไปหาโรงแรมนอน แล้วก็คลั่งไปในที่สุด ที่แฟรงก์เฟิร์ต
วันนั้นผมเดินทางสนามบินแฟรงก์เฟิร์ตไปถึงที่พักในเมืองซาร์บรู๊กเคิ่น(Saarbrücken) ราวบ่ายโมง อย่างอ่อนเพลีย ที่เมืองนี้เป็นที่ตั้งสำนักงานย่อยของ CDG อีกสาขา สำหรับฝึกอบรมภาษาเยอรมันเบื้องต้น และผมจะต้องพักอยู่กินนอนที่นี่ไปอีกกว่า 1 เดือน
![]() |
| ภาพนี้ผมถ่ายจากหน้ารถ ขณะเดินทางเข้าเมือง Saarbrücken |
ตลอดบ่ายนั้น ผมไม่ได้พักผ่อนหลับนอนเลย ต้องขนของขึ้นห้อง จัดห้อง และเตรียมหาซื้ออุปกรณ์/ของใช้ที่จำเป็น ราวบ่ายสามของวันเดียวกัน ผมก็ต้องออกเดินทางไปซื้อของต่อ


