วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ใช้ชีวิตวันแรกในเมืองซาร์บรู๊คเคิร์น (Saarbrücken)



การเดินทางจากสนามบินแฟรงก์เฟิร์ตมายังเมือง "ซาร์บรู๊กเคิ่น" ใช้เวลาเดินทางราว 3 ชั่วโมง ระหว่างเดินทางนั้น เราก็งงๆ ไม่คุ้นตาเล็กน้อย เพราะรถที่นี่ใช้พวงมาลัยซ้าย แล้วเวลารถวิ่งมันวิ่งคนละข้างกับบ้านเรา บ้านเราเวลารถวิ่งเกาะกลางอยู่ทางขวา แต่ที่เยอรมันเกาะกลางอยู่ทางซ้าย แล้วระหว่างทางซูปเปอร์ไฮเวย์นี่ เห็นแต่รถเบนซ์ เต็มไปหมด ขับอย่างก็เป็นโตโยต้าในบ้านเราอย่างไงอย่างงั้น

ภาพนี้ผมก็ถ่ายไว้เป็นที่ระลึก ถนนไฮเวย์ที่เยอรมันนี่ ใช้มาเป็นสิบปี
ไม่มีปะ ไม่มีซ่อม(คุยกะคนขับ)  เพราะผู้รับเหมะเขามีความซื่อสัตย์
ไม่โกงกินแบบหน่วยงานทำถนนในบ้านเรา
ถนนหนทางในเยอรมันนี่ดีมากๆ เลย เรียบสนิท แบบสุพรรณบุรี (บรรหารบุรี) ไม่มีปะกอเอี้ย แบบบ้านเรา ชนิดวิ่งๆ แล้วสะดุด แล้วรถที่นี่เขาไม่ใช้แอร์นะ เขาใช้ฮีทเตอร์เครื่องให้ความร้อน ถ้าเปิดหน้าต่างปั๊ปก็เย็นวูปเลยแหละ และที่สังเกตได้อย่างคือ ไฮเวร์ที่นี่ไม่มีสี่แยก แม้จะวิ่งเป็นร้อยๆ กิโลก็ตามที เขาจะใช้วิธีลอดเขา(ขุดอุโมง) หรือไม่ก็สร้างสะพานคร่อม แบบสะพานข้ามแยกในกรุงเทพบ้านเรา ก็เลียนแบบมาจากประเทศในยุโรปนี่แหละ เรียกได้ว่าใช้ความเร็วสูงได้ไม่มีหยุด วิวสวยๆ ข้างทางก็มีพอควร

พอเดินทางมาถึง "ซาร์บรู้คเคิ่น" เจ้าหน้าที่ศูนย์เขาก็ให้ไปกินข้าวเที่ยงก่อนเลย จากนั้นก็ขนของขึ้นที่พัก เห็นที่พักแล้วอึ้งเลย เพราะน่าอยู่จริงๆ ประมาณๆ รีสอร์ท เพราะสะอาดสะอ้าน ที่ห้องเราเวลามองวิวไปนอกหน้าต่างจะเห็นเมืองซาร์บรู๊คเคิ่นทั้งเมืองเลย 

ภาพนี้ผมถ่ายจากหน้าต่างห้องพักของผมครับ โล่งโปร่ง ดูแล้วชื่นใจดีครับ




ผมมาอยู่นี่คงไม่น่าเหงาเท่าไร เพราะมีเพื่อนคนไทยมาด้วยหลายคน แล้วยังมีเพื่อนต่างสายพันธ์อีก 9 ประเทศ (เอเชีย 5, แอฟฟริกาใต้ 4) รวมๆ กันแล้วกว่า 40  คน เรียกได้ว่า น่าจะวุ่นวายมากกว่าหาความสงบได้นะ ...ผมว่า



หลังจัดข้าวของเครื่องใช้พอเข้าที่เข้าทางไว้ในห้อง ผมก็อยากเปิดโน้ตบุ๊กใช้งานสักหน่อย (เอามาจากเมืองไทย) เจ้ากรรม ดันพบว่า ปลั้กเสียบไฟนั้น มีขนาดไม่เท่ากัน เสียบด้วยกันไม่ได้ ผมเตรียมหาซื้อหัวแปลงมาจากเมืองไทยมา แต่ก็ใช้ไม่ได้ครับ (ยุคสมัยปี 2545 สักราวสิบกว่าปีก่อนนั้น ระบบปลั้กไฟแปลงหายากครับ)

ทำไงหละทีนี้ ถามเจ้าหน้าที่ศูนย์ฯ ว่าจะหาอุปกรณ์แปลงขนาดปลั้กไฟ ได้ที่ไหน เขาบอกต้องเข้าเมืองไป (ที่พักของผมอยู่บนเขา ออกมาทางชานเมือง) เขาก็พูดอังกฤษไม่ค่อยได้ พอเห็นปลั้กที่ผมยื่นให้ดู เขาได้แต่บอกว่า ให้ไป ซาทวน (Saturn อ่านแบบเยอรมัน)

ผมก็ต้องเดินออกจากที่พักไปรอรถเมล์ พอรถมา ขึ้นรถ เจอคนขับ ถามว่าไปไหน ...ใบ้แดก...ฟังไม่ออก เลยตอบว่าไป "ซาทวน อีเล็กทริคช้อป" บอกมันแค่นี้ คนขับก็อุทานออกมา "อักโซ่" (อุทานแบบเยอรมัน) เขาก็บอกเป็นค่าโดยสาร..#?*&+@?? .ตรูก็งงอีก...ไม่รู้เท่าไร เลยแบมือ ที่มีเหรียญยูโร หลายขนาด ยื่นให้คนขับหยิบเองเลยพี่ จะเอาเท่าไรก็เอาไป แล้วก็ไปนั่งใกล้ๆ คนขับ

ระหว่างนั่งรถไปก็ทำหน้าเหรอหรา สักเกตไปด้วย ว่าตรงไหนควรจะลง โชคดีที่คนขับรถเมล์เขาใจดี ชี้ว่า "ซาทวน" ไอ้เราก็เห็นมันเขียน "Saturn" ภาษาอังกฤษอ่าน "แซทเทิร์น" เราก็ไม่แน่ใจ ในเมื่อคนขับเขาบอก "ซาทวน" ...ก็ซาทวน ตามเขาละกัน  ลงรถเมล์แบบงงๆ







ภาพนี้ผมแฮปมาจากอินเทอร์เน็ต เพราะผมไม่ได้พกกล้องไปด้วย
แต่ภาพนี้เป็นร้าน Saturn ในเมืองซาร์บรู๊คเคิร์นแน่นอนครับ คล้ายๆ Power Buy ของเบ้านเรา ในสมัยนั้น
เข้าไปในร้านแล้ว ผมก็ตื่นตาตื่นใจกับสินค้าของที่นี่มาก เพราะมันมีของแปลกๆ กว่า Power Buy บ้านเรา มากมาย (ยุคสมัยนั้น PowerBuy ในเมืองไทย เน้นขายแต่เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านเท่านั้น) หลายอุปกรณ์ผมไม่เคยเห็นที่เมืองไทย เพิ่งมาเห็นครั้งแรกที่นี่แหละ พวกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทันสมัย หลากตา 

และกว่าผมจะหาวิธีภาษาใบ้ สื่อสารกับพนักงานขายได้ว่า ผมต้องการปลั้กแปลง มันคงดูหน้าผมก็คงรู้ว่าหน้าตาตี๋ๆ เอเชียๆ ต้องการปลั้กแปลง เพราะผมเอาแต่สายโน้ตบุ๊กผมให้มันดู แล้วก็ทำมือทำไม้ครอบปลั้กทำท่ายื่นเสียบให้มันดู ก็คุยภาษาอังกฤษแหละ แต่พนักงานเขา ก็คล้ายๆ บ้านเรา ถ้าไม่ได้ฝึกฝนภาษาต่างประเทศมา ก็จะพูดได้แต่ภาษาชาติของตัวเอง ...เหนื่อยดีแท้กับการสื่อสาร

พอซื้อปลั้กหัวแปลงระบบไฟฟ้าเสร็จ ด้วยความที่มีของแปลกตาให้ดู ผมก็ดูเพลินตั้งแต่ 5 โมงเย็นจนถึงห้างปิด ราวๆ สองทุ่ม คือที่ห้างในเยอรมัน เขาไม่เหมือนห้างพี่ไทยเรา ถ้าห้างบอกว่าปิด สองทุ่ม เขาจะดำเนินการเชิญลูกค้าออกนอกห้างให้หมดก่อน สองทุ่ม คือ สองทุ่มเป้ง ต้องไม่มีลูกค้าหลงเหลือในห้าง ฉะนั้นคุณจะมีเวลาจ่ายเงินช็อปปิ้งถึงราวๆ 19:30น. นอกนั้นเขาจะปิด counter แล้วให้คุณมาซื้อใหม่ในวันรุ่งขึ้น (ผิดกับบ้านเราที่ห้างปิดพร้อมเคาเตอร์จ่ายเงินตามเวลาห้างปิด)



รถเมล์ที่เยอรมัน เขามีตารางเวลารถในทุกๆ ป้ายนะครับ สมมุตป้ายรถเมล์แถวห้าง Saturn บอกว่า รถเมล์สาย 115 มาเวลา 18:18, 18:39, 19:04 รถเมล์สาย 115 เขาก็มาตามเวลานั้นๆ เลยนะครับ เท่าที่ลองดู +/- ไม่เกิน 20% ของเวลาที่เพี้ยนไปครับ เพราะเมืองเขา ..รถไม่ติดแบบบ้านเรา



งานงอกในชีวิตผมก็เริ่มขึ้นหลังดูของเพลินจนห้างปิด และที่สำคัญคือ ตอนเดินออกจากห้าง ก็ไม่รู้ทิศว่า ออกจากห้างประตูไหน แต่ที่แน่ๆ มันไม่ใช่ประตูเดิมที่ผมเดินเข้า ฉะนั้นป้ายรถเมล์เดิม เลยไม่รู้อยู่ตรงไหน หลังสองทุ่มมันก็เงียบเป็นป่าช้าแบบที่คุณผู้อ่านเห็นในภาพ แล้วตรูจะไปถามใคร ว่ากลับหอพักผมยังไง

สิ่งที่นึกได้ก็ต้องทำการเดินเวียนเทียนรอบตึกห้าง Saturn เสียก่อน เพื่อหาประตูทางเข้าเดิม ห้างมันก็ใหญ่เอาการ ประมาณๆ ครึ่งหนึ่งของเซ็นทรัลเวิร์ลบ้านเรา (นี่ขนาดห้างบ้านนอกเขานะ) พอได้ประตูทางเข้าเดิม ผมก็เดินย้อนกลับไปตำแหน่งป้ายรถเมล์แถวเดิมได้

แต่เจ้ากรรมก็คือ พอมาดูตารางป้ายรถเมล์ ..เวรกรรม หลังสองทุ่ม รถเมล์มาทีละ 1 ชม.
รออยู่ได้สักครู่  ทั้งหนาวทั้งลมพัดเย็บวูป!  ผมต้องยืนแข็ง(หนาว) แถวป้ายรถเมล์นี้ไปถึง สามทุ่ม ...เอาละสิ...ทำไงดี

ผมก็ค่อยๆ มองถนนที่ผมนั่งรถมา จำได้ว่า ผมนั่งรถเมล์มาราวๆ สิบกว่านาที และรถก็ไม่ได้วิ่งเร็วมาก ถ้าผมเดินกลับ ก็คงใช้เวลาเต็มที่ไม่เกิน 2-3 เท่าของเวลารถเมล์ คือตีไปเป็นตัวเลขกลมๆ ราว 45 นาที คิดๆ แล้วผมตัดสินใจเดินกลับหอ ...ดีกว่า ดีกว่ายืนแข็งที่ป้ายรถเมล์นี้ อุณหภูมิตอนนั้น 18-20 องศานะครับ

ลืมบอกไป รถเมล์ที่เยอรมัน เขามีตารางเวลารถในทุกๆ ป้ายนะครับ สมมุตป้ายรถเมล์แถวห้าง Saturn บอกว่า รถเมล์สาย 115 มาเวลา 18:18, 18:39, 19:04 รถเมล์สาย 115 เขาก็มาตามเวลานั้นๆ เลยนะครับ เท่าที่ลองดู +/- ไม่เกิน 20% ของเวลาที่เพี้ยนไปครับ เพราะเมืองเขา ..รถไม่ติดแบบบ้านเรา


แต่ในความเป็นจริง ผมใช้เวลาเดินกลับหอราว 2 ชม. เพราะเดินหลงทาง ข้อดีของระบบรถเมล์ในเยอรมันคือ เขาจะมีป้ายบอกชื่อสายโดยสาร และบอกด้วยว่า สายไหนผ่านที่ไหน พร้อมแผนที่ ปรากฏตามป้ายรถเมล์ ผมจะรู้ว่าผมหลงทางเมื่อเวลาเดินไปผิดแยก และเช็คข้อมูลตามป้ายรถเมล์



คุณผู้อ่านบางคนอาจต่อว่าผมว่า ..ทำไมไม่เรียกแท็กซี่หละ....ผมอยากจะบอกว่า บ้านนอกเยอรมัน ก็คล้ายๆ บ้านนอกของเรา คนไม่มี แล้วจะมีแท็กซี่มาวิ่งหรอครับ ถ้ามีเยอะๆ แบบบ้านเราผมก็อยากจะเรียกอยู่หรอกครับ ตลอดทางที่ผมเดินกลับ หมา แมว สักตัวผมก็ไม่เห็น คนก็ไม่มี เงียบกริ้ปเหมือนเมืองร้าง แต่ไม่เปลี่ยวนะครับ มีไฟถนนสว่างตลอดทาง และสะอาดเป็นระเบียบมากครับ ทำให้รู้สึกปลอดภัยไปโดยกลายๆ 

หลังสองทุ่ม แทบทุกเมืองที่ผมไป ยกเว้น แฟรงเฟิร์ต และเมืองเศรษฐกิจใหญ่ๆ ของเยอรมัน มันก็แทบเป็นเมืองร้าง ไม่มีผู้คนออกมาเดินตามท้องถนน เหตุผลหนึ่งที่ผมคิดก็คือ เพราะมันหนาวครับ ก็ลองนึกถึงช่วงอากาศหนาวๆ ของบ้านเราสิครับ ร้านก๋วยเตี๋ยวข้างถนนก็ร้างผู้คนไม่แพ้กันครับ

ช่วงที่ผมเดินกลับไปได้ราวชั่วโมงใกล้สามทุ่ม หลงดีใจว่าสบายละ จะได้นั่งรถเมล์กลับหอละ ไม่ต้องเดินละ พอเห็นรถเมล์วิ่งข้ามแยกที่นั่งรอรถเมลอีกด้าน เท่านั้นแหละ ถึงได้รู้ว่ารอผิดที่ และคันถัดไปก็เป็น สี่ทุ่ม...เวรกรรม


คุณผู้อ่านอาจงงว่า ทำไมผมไม่นั่งรอที่ป้ายรถเมล์เฉยๆ  ...โห..การนั่งรอหนึ่งชม. ที่ป้ายรถเมล์ ในสภาพอากาศ 18-20 องศา ...มันหนาวนะคุณ ถ้าคุณเดิน อย่างน้อยคุณก็จะอุ่น (เดือนที่ผมไปคือช่วงกย. เป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วง ...แต่ถ้าเป็นช่วงฤดูหิมะ คุณจะงานเข้าหนักกว่านี้ครับ จะขอเล่าในตอนถัดๆ ไป) 



หลังจากเดินฝ่าอากาศหนาวจากร้าน Saturn กลับถึงหอพัก ผมเหนื่อยมากๆ เลยครับ อากาศหนาวๆ ทำให้เหงื่อเราไม่ค่อยออก ผลก็คือตัวเราจะเหมือนมีมดกัดยิกๆ ตามตัว เพราะต่อมเหงื่อพยายามจะขับเหงื่ออก แต่อากาศหนาวทำให้รูขุมขนเราหดลงเพื่อรักษาความร้อนในร่างกาย...ทรมานระดับย่อมๆ จนคล้ายอาการหอบเลยแหละครับ

และนั่นก็เป็นชีวิตวันแรก คืนแรกในเยอรมัน ตั้งแต่รอแห้วในสนามบินแฟรงเฟิร์ต->เดินทางเข้าเมืองซาร์บรู๊คเคิร์น ->หาปลั๊กแปลงไฟโน้ตบุ๊ค ->เดินกลับหอพัก 2-3 ชม.

เป็นคืนแรกที่เหนื่อยจนหลับสนิท ไม่มีอาการตกค้างของการปรับตัวเรื่องความต่างของเวลา




วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2552

วันแรกในแฟรงก์เฟิร์ต

ผมเอาบันทึกเก่าๆ ที่เคยเขียนส่งกลับบ้าน มาทำการปะแป้งทาสีใหม่เพื่อให้เป็นเวอร์ชันสาธารณะ เพราะบางข้อความมันดูแหว๋วไปนิด อินโนเซ้นท์หน่อยๆ มีทั้งเวอร์ชันที่เขียนหาแม่ คนในครอบครัว รวมไปถึงเพื่อนๆ ตอนไปใหม่ๆ ก็ตื่นเต้นเหมือนกันครับ เพราะไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง


สนามบินดอนเมือง สนามบินหน้าตาโทรมๆ ของไทย
ในสมัยนั้น พอเราไปประเทศเจริญๆ อย่างเยอรมัน
ภาพที่เราเห็นสนามบินที่นั่น เทียบกับบ้านเรา...คนละเรื่องเลยอะ


คืนก่อนออกเดินทางไปเยอรมันนั้น นอนไม่ค่อยหลับเลย มันรู้สึกตื่นเต้นเหมือนความรู้สึกครั้งแรกที่ได้นั่งเครื่องบิน ความรู้สึกเมื่อสัก 10 ปีก่อน ตอนนั้นตื่นเต้นเพราะนั่งเครื่องบินครั้งแรก และต้องเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกโดยคนเดียว ส่วนตอนนี้ตื่นเต้นเพราะจะต้องไปใช้ชีวิตในต่างประเทศครั้งแรกเช่นกัน เป็นความตื่นเต้นคนละแบบ แต่มีความรู้สึกและอารมณ์ละม้ายคล้ายกัน

ยุคที่ผมไปนั้นเป็นช่วงกลางเดือนกย. ปี 2545 ผมออกเดินราวเที่ยงคืน แล้วไปถึงแฟรงกืเฟิร์ตในช่วง 6 โมงเช้า ประเทศเยอรมันจะมีเวลาช้ากว่าประเทศไทยราว 5 ชั่วโมง แต่การเดินทางนั้นแม้จะเป็นเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพถึงแฟรงก์เฟิร์ต ก็ใช้เวลาเดินทางนานถึง 13 ชั่งโมงเลยทีเดียว


ผมมาถึงสนามบินแฟรงก์เฟิร์ตในวันแรก ก็ยืนรอเก้อถึงเกือบ 3 ชั่วโมง ใจเสียอยู่เหมือนกัน เพราะเที่ยวบินเดิมทีจะมาถึงตอน 6:05 แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ปาไป 7:00 กว่าจะผ่านด่านสารพัด กับป้ายชี้ทางที่มีแต่ภาษาเยอรมันออกมาได้ก็ปาไป 7:30น. คลาดกับคนมารับ (เรื่องมันก็เลยยาว)

พอลงจากเครื่องบิน เดินผ่านประตูเข้าตึก ทางเจ้าหน้าที่เยอรมันเขาเอาหมาลิงติงมา 2-3 ตัว มาดมๆ ผู้โดยสารเลยครับ สงสัยเขาคงจะใช้หมาค้นหายาเสพติด แล้วเจ้าหน้าที่เยอรมันนี่มันตัวใหญ่จริงๆ สูงประมาณ 190ซม. เห็นจะได้

พอผ่านด่านตรวจหมาดมกลิ่นมา ก็เดินเข้าไปด่านตรวจคนเข้าเมือง พวกป้ายต่างๆ ภาษาอังกฤษมันเขียนตัวเล็กๆ ส่วนภาษาเยอรมันก็เขียนตัวใหญ่ๆ ถ้าเป็นป้ายย่อยๆ ก็จะไม่มีภาษาอังกฤษ ในสมัยนี้ไม่แน่ใจว่ามีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือยัง แต่สมัยที่ผมไป เป็นเช่นนั้นจริงๆ
ภาพสนามบินแฟรงเฟิร์ตนี้แฮปมาจากบนเน็ต
เพราะตอนที่ไปครั้งนั้น เข้าใจว่า ตื่นเต้นจนไม่ได้ถ่ายรูปเก็บไว้

ด่านตรวจคนเข้าเมือง
พอมาถึงคิวผม เจ้าหน้าที่ขอดูพาสปอร์ตแล้วก็ส่งภาษาเยอรมันเลย (เพราะผมได้ VISA ชนิดอยู่อาศัย 3 เดือน เขาคงนึกว่าเราพูดภาษาเยอรมันได้) เขาถาม 2-3 ครั้ง ผมก็ยืนงงๆ ไม่ว่ารู้ว่าจะตอบว่ายังไง พอดีมีคนต่อคิวข้างหลังช่วยแปลเป็นภาษาอังกฤษให้ ก็เลยตอบได้ เขาถามว่าจะไปไหน ผมเลยบอกไปว่าไป "ซาร์บรู๊คเคิร์น" มันถึงส่งภาษาอังกฤษคุยกับผม

เจ้าหน้าที่ถามต่อว่า .....................มาทำอะไรที่นี่
ผมก็บอกไปว่า .............................มาเรียนหนังสือ ได้ทุนจาก CDG ......พอเขาฟังแล้วก็ไม่ได้ว่าอะไร
แล้วก็ถามผมต่อว่า...................... "พูดภาษาเยอรมันไม่ได้หรือ?"
ผมบอกไปว่า ..............................."Not Yet" ....ยังไม่ได้
เขาก็หัวเราะใหญ่ แล้วบอกว่า......
"มาอยู่เยอรมันแต่ยังพูดเยอรมันไม่ได้ ก็ได้แต่หวังว่าจะพูดได้ภายในหนึ่งปีนะ" ....

นั่น....นี่แค่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ก็ให้กำลังใจกันขนาดนี้...อวยพรให้ดีจริงๆ

จากนั้นก็เดินเข้าไปหาที่รับกระเป๋า สนามบินที่นี่พี่ท่านล่อไม่ใช้ป้ายอังกฤษเลย อาศัยว่าเห็นรูปแล้วเดาๆ เอาว่าคงเป็นป้ายไปรับกระเป๋า สนามบินแฟรงก์เฟิร์ตเป็นสนามบินที่ใหญ่มาก ถือได้ว่าเป็นจุดต่อเครื่องบินที่สำคัญแห่งหนึ่งของยุโรป ขืนซี้ซั้วเดิน มีสิทธิหลงเอาง่ายๆ ผมจำผู้โดยสารบนเครื่องได้ เห็นเขาเดินไปทางไหน ก็เดินตามๆ พวกเขาไป

หลายคนอาจสงสัยทำไม ผมไม่เรียนภาษาเยอรมันก่อนมาที่นี่ จะได้ไม่มีปัญหา ความเป็นจริงก็คือ เป็นความห่วยของหน่วยงานที่ให้ทุนผม เขาแจ้งข่าวให้ผมทราบว่าผมได้รับทุน และแจ้งก่อนเดินทางเพียง 15 วัน ผมต่อรองขอเลือนเดินทางไป 1 เดือน เขาไม่อนุญาต เขาบอกหากมีการเลื่อนเดินทาง ผมจะต้องสละสิทธิ์ทุนนี้ให้คนอื่น ผมนั้นแทนที่จะไม่พอใจเขา ก็ต้องเปลี่ยนความไม่พอใจให้เป็นความพยายาม ฉะนั้นผมเลยมีเวลาเตรียมตัวที่จะมาใช้ชีวิตในเยอรมันกว่า 1 ปี ในเวลาเพียง 15 วัน

สิ่งที่ผมต้องทำใน 15 วันนั้น ได้แก่สะสางงานลูกค้าผม เตรียมเอกสารภาษี ซื้อของเตรียมตัวเดินทางทั้งหมด โอนงานให้รุ่นน้อง ฝากงานให้รุ่นน้อง ติดต่อขอวีซ่าเข้าประเทศเยอรมัน ตรวจสุขภาพ และอื่นๆ ที่ทำหรือสานต่อ เมื่อผมไม่ได้อยู่ในประเทศไทย ทั้งหมด...ต้องเสร็จใน 15 วัน

แล้วผม...ก็ทำได้เสร็จภายใน 15 วัน

รอก้อ 3 ชม.
พอเดินทางออกมาถึงที่พักโดยสารขาเข้า ก็ไม่เจอใครเลย ผมก็เดินไปเดินมาอยู่พักใหญ่ๆ ทีแรกผมเข้าใจว่าต้องรอให้ 8:30 ก่อน ตามเวลาออฟิต ถึงจะมีเจ้าหน้าที่มารับ เพราะเบอร์โทรที่ผมมีล้วนเป็นสำนักงาน โทรไปก็ไม่มีคนรับสาย(ฝรั่งเขาไม่เหมือนคนไทย เขาไม่มานั่งรอที่ออฟิตตอนเจ็ดโมงเช้าเพื่อหลีกเลี่ยงรถติด เพราะบ้านเมืองเขาไม่รู้จักคำว่ารถติดนั่นเอง)

พอรอถึง 8:30 ก็ไม่มีใครถือป้ายมารับ ก็เลยหาตู้โทรศัพท์ ไปไหนก็เข็นรถเข็นไปด้วย แต่ที่นี่แปลกก็คือ เห็นพวกฝรั่งมันไม่ค่อยห่วงกระเป๋ากันเท่าไร เวลาพวกเขาไปทำธุระ ก็เห็นเขาวางทิ้งๆ ไว้แบบนั้น สักพักก็ค่อยกลับมา พามาอยู่นี่ถึงรู้ว่าที่เยอรมันนี่ เรื่องลักเล็กขโมยน้อยเขาแทบไม่มี กฏคือกฏ ระเบียบคือระเบียบ (ยกเว้นประเทศฝรั่งเศส อิตาลี สเปน ถ้าไป 3 ประเทศนี้ระวังให้ดี แสบคูณสองเลยครับ ยิ่งกว่าสุวรรณภูมิบ้านเราเสียอีก)

พูดถึงตู้โทรศัพท์ที่นี่ ทีแรกลองใช้ดูก็ใช้ไม่เป็น ระบบมันก็ฟ้องเป็นภาษาเยอรมัน หน้าจอก็แสดงผลเป็นภาษาเยอรมัน ดีที่โทรศัพท์ที่สนามบินมันมีบอกวิธีใช้งานเป็นภาษาอังกฤษ(พอออกจากสนามบินแล้วไม่มีคำอธิบายแบบนี้นะจะบอกให้) โทรศัพท์ที่ผมใช้เป็นระบบใช้บัตรเครดิต โทรครั้งหนึง 1 ยูโร หรือราว 41 บาท ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ CDG อยู่เกือบ 3 ครั้งหมดไป 3 ยูโร หรือราว 120 บาท ดูท่าจะไม่เวิร์ก เพราะเขาพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ผมก็พูดเยอรมันไม่ได้ เลยหมดปัญญาที่จะสื่อสารกัน

เลยหาเบอร์สำนักงานใหญ่แล้วโทรหาคนที่ผมเคยติดต่อผ่านเน็ต ก็โทรไปหาอยู่เกือบ 2-3 ที จนท้ายสุดเขาก็บอกว่าให้รอถึง 9:35 เพราะต้องตีรถจากเมืองซาร์บรู๊คเคิ่นอีกรอบมารับที่สนามบิน (มีคนมารอบแรกรอเกือบชั่วโมงไม่เจอ เขาเลยกลับไป คนที่มารับนี่เป็นคนที่สอง)

คนเยอรมัน...มันก็โง่เป็นเหมือนกัน
พอถึง 9:35 ก็ไม่มีคนมา ก็โทรอีก สรุปแล้ว ผมโทรไปเกือบเจ็ดแปดครั้ง คงหมดค่าโทรไปเกือบ 400 กว่าบาท ระหว่างรอก็หิว ก็ไปซื้อแซนวิดกิน เพราะอย่างอื่นมันเป็นเมนูภาษาเยอรมัน อ่านไม่ออก เลยไม่กล้าซี้ซั้วสั่งกิน อันหนึงก็ราว 200 บาท พร้อมน้ำโค๊กด้วยก็ตก 300 บาท (แพงจริงๆ) จนโทรครั้งสุดท้ายเขาบอกว่าคนที่ไปรับถึงแล้ว แต่ผมไม่เห็นเลยเช็คสถานที่ว่าใช่จุดที่เขานัดกันหรือเปล่า ก็ปรากฏว่าใช่ เลยเดินไปหาประชาสัมพันธ์ช่วยป่าวประกาศ รอสัก 10 นาทีก็มีคนถือป้าย CDG มารับ....ค่อยยังชั่ว เวลาตอนนั้นก็เป็นประมาณ 10:30 กว่าจะได้ขึ้นรถ

ในบรรดาคนมารับผมทั้ง 3 คน คนที่ 3 นี่ฉลาดที่สุด เพราะรู้จักติดต่อเคาน์เตอร์ สอบถามสายการบิน รู้จักไปยืนรอในจุดที่ผู้โดยสารเดินออกจากสนามบิน ส่วน 2 คนก่อน ทำงานเป็น machine คือ ถ้ามาแล้ว ไม่เจอ เขาก็จะไม่หาผมเลยนะ รอ 10-15 นาที พอมันไม่เจอ ไม่ประกาศหา ไม่ถือป้ายรอ แล้วมันก็กลับเลย เป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องไปยืนคอยในจุดที่เขาต้องการ

บางทีการไปใช้ชีวิตในต่างประเทศคุณก็ต้องทำใจกับพวกฝรั่งไร้น้ำใจ+ไร้สมอง พวกนี้ แต่ที่น่าเห็นใจคือ หน่วยงาน CDG ต้องเสียเงินค่าจ้างรถรับส่งผม ถึง 3 เที่ยว และทำได้สำเร็จในเที่ยวที่ 3

ในสถานการณ์ที่แย่ๆ เช่นนั้น ณ เวลานั้น ผมจำได้ว่าผมกลับไม่รู้สึกโกรธ หรือหงุดหงิดเลยแม้แต่น้อย เฝ้าแต่หวังว่าทุกอย่างจะผ่านพ้นไปด้วยดี แล้วมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ถ้าเป็นทุกวันนี้ผมคงจะหัวเสียอย่างมาก ผมคงต้องต่อว่าถึงความไม่เป็นมืออาชีพในการติดต่อประสานงาน เพราะทางผู้รับรู้ว่าผมจะเดินทางมาด้วยเที่ยวบินที่เท่าไร สายการบินอะไร ถ้าคนที่มารับผมในคนแรก เขาฉลาดสักหน่อย แค่เอาชื่อเที่ยวบินกับสายการบินของผมไปถามที่เคาน์เตอร์เซอร์วิส เขาก็จะรู้ว่า เครื่องลงกี่โมง แล้วเขาควรรอนานเท่าไร หรือควรทำอย่างไรต่อไป

ในทางกลับกัน ถ้าวันนั้นสมมุติว่า ผมหัวเสีย ด่ากราดใส่เจ้าหน้าที่สำนักงานใหญ่เยอรมัน ฉุนเฉียว และถ้าเจ้าหน้าที่ที่สำนักงานใหญ่เยอรมัน เริ่มอารมณ์เสีย อคติของเจ้าหน้าที่ที่มีต่อตัวผมก็จะเกิดขึ้น คนเราเวลาโกรธกัน เขาก็จะไม่คิดอะไรดีๆ ต่อกันหรอก...ถูกไหมครับ? ก็อาจจะพาลไปว่า ผมรอไม่เป็นที่เป็นทาง ทำให้คนมารับไม่พบตัวผม ท้ายสุดผมอาจต้องเสียค่ารถเอง จ้างรถแล้วหลงทาง ต้องไปหาโรงแรมนอน แล้วก็คลั่งไปในที่สุด ที่แฟรงก์เฟิร์ต

วันนั้นผมเดินทางสนามบินแฟรงก์เฟิร์ตไปถึงที่พักในเมืองซาร์บรู๊กเคิ่น(Saarbrücken) ราวบ่ายโมง อย่างอ่อนเพลีย ที่เมืองนี้เป็นที่ตั้งสำนักงานย่อยของ CDG อีกสาขา สำหรับฝึกอบรมภาษาเยอรมันเบื้องต้น และผมจะต้องพักอยู่กินนอนที่นี่ไปอีกกว่า 1 เดือน
ภาพนี้ผมถ่ายจากหน้ารถ ขณะเดินทางเข้าเมือง Saarbrücken

ตลอดบ่ายนั้น ผมไม่ได้พักผ่อนหลับนอนเลย ต้องขนของขึ้นห้อง จัดห้อง และเตรียมหาซื้ออุปกรณ์/ของใช้ที่จำเป็น ราวบ่ายสามของวันเดียวกัน ผมก็ต้องออกเดินทางไปซื้อของต่อ

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ปฐมบทแห่งบล็อกไส้กรอกเยอรมัน

มือใหม่หัดใช้บล็อกคร๊าบ

บล็อกนี้มีขึ้นสำหรับคนที่เคยไปเรียนอยู่ที่เยอรมันมาแล้ว/กำลังอยู่ที่เยอรมัน หรือได้กลับจากเยอรมันมากินไส้กรอกอีสานที่เมืองไทยกันแล้ว 555
ตึกที่ผมอยู่ CDG ที่มาวันแรก
หน้าตาแบบนี้ อยู่ในเมืองซาร์บรู๊คเคิ่น

profile ย่อๆ ของผมคือ ได้ทุน CDG ไปเรียนวิชา IT consultant เน้นการให้คำปรึกษาเรื่องการ implement opensource ให้กับองค์กร SME ในเมืองไทย ก่อนไปก็โดนเพื่อนขู่รับประทาน
"ระวังนะ หน้าตี๋ๆ แบบเด็กญี่ปุ่นอย่างมึงเนี่ย เดี๋๋ยวโดนพวกนาซี จับไปทำไส้กรอกหรอก"

ตอนทำเรื่องขอเอกสาร VISA เข้าประเทศ เมื่อสัก 5-6 ปีที่แล้ว เจ้าหน้าที่แดนไส้กรอกของสถานทูตเยอรมันตรงสาธรใต้เนี่ย หน้าตายไร้หัวใจฉิบเป๋ง ผมเองก็ทำจาย ไปถึงก็อย่าไปถามหาน้ำใจจากคนแดนไส้กรอกเลย จะเจออะรายก็ต้องทน ทน แล้วก็ทน ก็ทำใจไว้อย่างงั้น ทำใจไว้แล้วว่าคงไป ทรมาน ทรเซ็งอยู่สักปีหนึง

แต่หลังจากที่เขาให้ไปกินไส้กรอกฟรีอยู่ปีหนึงเนี่ย ผมชอบเยอรมันมากๆ เลย คนเยอรมันใจดี ผมเดินทางไปกว่า 20 เมือง ตั้งแต่เหนือจรดใต้ koln, dortmund, hannover, saarbruken, freiburg, berlin, essen, ulm แล้วอีก ฯ เดี๋ยวจะหาเวลาค่อยๆ เล่าให้ฟัง

เรียกได้ว่าไปมันกันทุกหยุด holiday ว่างั้น ไปเที่ยวจนเหนื่อยถึงขั้นบางสัปดาห์ หาเวลาไปทำต้มยำกุ้งกินในห้องพักดีกว่า อยู่ที่เยอรมันกินแต่ Kartoffel und Salad (มันฝรั่งกับสลัด) กินมันแทบทุกเช้า เบื่อตายชัก แต่ผลจากการเดินทางไปในหลายๆ หัวระแหงของเมือง ถึงได้บางอ้อว่าทำไมประเทศเขาถึงเจริญ ถึงบ้านเขาไม่มีแหล่งช็อปปิ้งโคตรหรูเหมือน สยามพารากอนบ้านเรา โดยรวมแล้วการกระจายความเจริญของเขาอยู่ในเกณฑ์ดีมากๆ เลยครับ

ส่วนเงินค่ารับจ็อปพัฒนา application ที่กรุงเทพ ผมก็ออนไลน์ตรงเข้าบัญชีผมที่เยอรมัน แล้วผมก็ไปผลาญเที่ยวประเทศรอบๆ ประเทศเยอรมัน ตั้งใจอยากไปให้ได้ทุกๆ ที่ที่อยากไป แต่ท้ายสุดก็ไปได้ไม่หมดหรอก เพราะกรอบแห้งเสียก่อน (ไม่ได้เป็นลูกป๋าครับ รูปไม่หล่อ พ่อไม่รวย แต่ใจรักอยากเที่ยวครับ)

จนถึงทุกวันนี้แม้ไม่มีวาสนาได้เคยไปทำงานในบริษัทเยอรมันในเมืองไทย แต่ก็ยังชอบที่จะทบทวนภาษาและศึกษาอะไรต่างๆ เกี่ยวกับประเทศเยอรมันเสมอนะ

Ich leibe Deutche Land. Ich mochte ein kommunnikation mit Deutsch leuter auch. Jetzt bin ich im Bangkok, Thailand.

อ้วน