วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ใช้ชีวิตวันแรกในเมืองซาร์บรู๊คเคิร์น (Saarbrücken)



การเดินทางจากสนามบินแฟรงก์เฟิร์ตมายังเมือง "ซาร์บรู๊กเคิ่น" ใช้เวลาเดินทางราว 3 ชั่วโมง ระหว่างเดินทางนั้น เราก็งงๆ ไม่คุ้นตาเล็กน้อย เพราะรถที่นี่ใช้พวงมาลัยซ้าย แล้วเวลารถวิ่งมันวิ่งคนละข้างกับบ้านเรา บ้านเราเวลารถวิ่งเกาะกลางอยู่ทางขวา แต่ที่เยอรมันเกาะกลางอยู่ทางซ้าย แล้วระหว่างทางซูปเปอร์ไฮเวย์นี่ เห็นแต่รถเบนซ์ เต็มไปหมด ขับอย่างก็เป็นโตโยต้าในบ้านเราอย่างไงอย่างงั้น

ภาพนี้ผมก็ถ่ายไว้เป็นที่ระลึก ถนนไฮเวย์ที่เยอรมันนี่ ใช้มาเป็นสิบปี
ไม่มีปะ ไม่มีซ่อม(คุยกะคนขับ)  เพราะผู้รับเหมะเขามีความซื่อสัตย์
ไม่โกงกินแบบหน่วยงานทำถนนในบ้านเรา
ถนนหนทางในเยอรมันนี่ดีมากๆ เลย เรียบสนิท แบบสุพรรณบุรี (บรรหารบุรี) ไม่มีปะกอเอี้ย แบบบ้านเรา ชนิดวิ่งๆ แล้วสะดุด แล้วรถที่นี่เขาไม่ใช้แอร์นะ เขาใช้ฮีทเตอร์เครื่องให้ความร้อน ถ้าเปิดหน้าต่างปั๊ปก็เย็นวูปเลยแหละ และที่สังเกตได้อย่างคือ ไฮเวร์ที่นี่ไม่มีสี่แยก แม้จะวิ่งเป็นร้อยๆ กิโลก็ตามที เขาจะใช้วิธีลอดเขา(ขุดอุโมง) หรือไม่ก็สร้างสะพานคร่อม แบบสะพานข้ามแยกในกรุงเทพบ้านเรา ก็เลียนแบบมาจากประเทศในยุโรปนี่แหละ เรียกได้ว่าใช้ความเร็วสูงได้ไม่มีหยุด วิวสวยๆ ข้างทางก็มีพอควร

พอเดินทางมาถึง "ซาร์บรู้คเคิ่น" เจ้าหน้าที่ศูนย์เขาก็ให้ไปกินข้าวเที่ยงก่อนเลย จากนั้นก็ขนของขึ้นที่พัก เห็นที่พักแล้วอึ้งเลย เพราะน่าอยู่จริงๆ ประมาณๆ รีสอร์ท เพราะสะอาดสะอ้าน ที่ห้องเราเวลามองวิวไปนอกหน้าต่างจะเห็นเมืองซาร์บรู๊คเคิ่นทั้งเมืองเลย 

ภาพนี้ผมถ่ายจากหน้าต่างห้องพักของผมครับ โล่งโปร่ง ดูแล้วชื่นใจดีครับ




ผมมาอยู่นี่คงไม่น่าเหงาเท่าไร เพราะมีเพื่อนคนไทยมาด้วยหลายคน แล้วยังมีเพื่อนต่างสายพันธ์อีก 9 ประเทศ (เอเชีย 5, แอฟฟริกาใต้ 4) รวมๆ กันแล้วกว่า 40  คน เรียกได้ว่า น่าจะวุ่นวายมากกว่าหาความสงบได้นะ ...ผมว่า



หลังจัดข้าวของเครื่องใช้พอเข้าที่เข้าทางไว้ในห้อง ผมก็อยากเปิดโน้ตบุ๊กใช้งานสักหน่อย (เอามาจากเมืองไทย) เจ้ากรรม ดันพบว่า ปลั้กเสียบไฟนั้น มีขนาดไม่เท่ากัน เสียบด้วยกันไม่ได้ ผมเตรียมหาซื้อหัวแปลงมาจากเมืองไทยมา แต่ก็ใช้ไม่ได้ครับ (ยุคสมัยปี 2545 สักราวสิบกว่าปีก่อนนั้น ระบบปลั้กไฟแปลงหายากครับ)

ทำไงหละทีนี้ ถามเจ้าหน้าที่ศูนย์ฯ ว่าจะหาอุปกรณ์แปลงขนาดปลั้กไฟ ได้ที่ไหน เขาบอกต้องเข้าเมืองไป (ที่พักของผมอยู่บนเขา ออกมาทางชานเมือง) เขาก็พูดอังกฤษไม่ค่อยได้ พอเห็นปลั้กที่ผมยื่นให้ดู เขาได้แต่บอกว่า ให้ไป ซาทวน (Saturn อ่านแบบเยอรมัน)

ผมก็ต้องเดินออกจากที่พักไปรอรถเมล์ พอรถมา ขึ้นรถ เจอคนขับ ถามว่าไปไหน ...ใบ้แดก...ฟังไม่ออก เลยตอบว่าไป "ซาทวน อีเล็กทริคช้อป" บอกมันแค่นี้ คนขับก็อุทานออกมา "อักโซ่" (อุทานแบบเยอรมัน) เขาก็บอกเป็นค่าโดยสาร..#?*&+@?? .ตรูก็งงอีก...ไม่รู้เท่าไร เลยแบมือ ที่มีเหรียญยูโร หลายขนาด ยื่นให้คนขับหยิบเองเลยพี่ จะเอาเท่าไรก็เอาไป แล้วก็ไปนั่งใกล้ๆ คนขับ

ระหว่างนั่งรถไปก็ทำหน้าเหรอหรา สักเกตไปด้วย ว่าตรงไหนควรจะลง โชคดีที่คนขับรถเมล์เขาใจดี ชี้ว่า "ซาทวน" ไอ้เราก็เห็นมันเขียน "Saturn" ภาษาอังกฤษอ่าน "แซทเทิร์น" เราก็ไม่แน่ใจ ในเมื่อคนขับเขาบอก "ซาทวน" ...ก็ซาทวน ตามเขาละกัน  ลงรถเมล์แบบงงๆ







ภาพนี้ผมแฮปมาจากอินเทอร์เน็ต เพราะผมไม่ได้พกกล้องไปด้วย
แต่ภาพนี้เป็นร้าน Saturn ในเมืองซาร์บรู๊คเคิร์นแน่นอนครับ คล้ายๆ Power Buy ของเบ้านเรา ในสมัยนั้น
เข้าไปในร้านแล้ว ผมก็ตื่นตาตื่นใจกับสินค้าของที่นี่มาก เพราะมันมีของแปลกๆ กว่า Power Buy บ้านเรา มากมาย (ยุคสมัยนั้น PowerBuy ในเมืองไทย เน้นขายแต่เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านเท่านั้น) หลายอุปกรณ์ผมไม่เคยเห็นที่เมืองไทย เพิ่งมาเห็นครั้งแรกที่นี่แหละ พวกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทันสมัย หลากตา 

และกว่าผมจะหาวิธีภาษาใบ้ สื่อสารกับพนักงานขายได้ว่า ผมต้องการปลั้กแปลง มันคงดูหน้าผมก็คงรู้ว่าหน้าตาตี๋ๆ เอเชียๆ ต้องการปลั้กแปลง เพราะผมเอาแต่สายโน้ตบุ๊กผมให้มันดู แล้วก็ทำมือทำไม้ครอบปลั้กทำท่ายื่นเสียบให้มันดู ก็คุยภาษาอังกฤษแหละ แต่พนักงานเขา ก็คล้ายๆ บ้านเรา ถ้าไม่ได้ฝึกฝนภาษาต่างประเทศมา ก็จะพูดได้แต่ภาษาชาติของตัวเอง ...เหนื่อยดีแท้กับการสื่อสาร

พอซื้อปลั้กหัวแปลงระบบไฟฟ้าเสร็จ ด้วยความที่มีของแปลกตาให้ดู ผมก็ดูเพลินตั้งแต่ 5 โมงเย็นจนถึงห้างปิด ราวๆ สองทุ่ม คือที่ห้างในเยอรมัน เขาไม่เหมือนห้างพี่ไทยเรา ถ้าห้างบอกว่าปิด สองทุ่ม เขาจะดำเนินการเชิญลูกค้าออกนอกห้างให้หมดก่อน สองทุ่ม คือ สองทุ่มเป้ง ต้องไม่มีลูกค้าหลงเหลือในห้าง ฉะนั้นคุณจะมีเวลาจ่ายเงินช็อปปิ้งถึงราวๆ 19:30น. นอกนั้นเขาจะปิด counter แล้วให้คุณมาซื้อใหม่ในวันรุ่งขึ้น (ผิดกับบ้านเราที่ห้างปิดพร้อมเคาเตอร์จ่ายเงินตามเวลาห้างปิด)



รถเมล์ที่เยอรมัน เขามีตารางเวลารถในทุกๆ ป้ายนะครับ สมมุตป้ายรถเมล์แถวห้าง Saturn บอกว่า รถเมล์สาย 115 มาเวลา 18:18, 18:39, 19:04 รถเมล์สาย 115 เขาก็มาตามเวลานั้นๆ เลยนะครับ เท่าที่ลองดู +/- ไม่เกิน 20% ของเวลาที่เพี้ยนไปครับ เพราะเมืองเขา ..รถไม่ติดแบบบ้านเรา



งานงอกในชีวิตผมก็เริ่มขึ้นหลังดูของเพลินจนห้างปิด และที่สำคัญคือ ตอนเดินออกจากห้าง ก็ไม่รู้ทิศว่า ออกจากห้างประตูไหน แต่ที่แน่ๆ มันไม่ใช่ประตูเดิมที่ผมเดินเข้า ฉะนั้นป้ายรถเมล์เดิม เลยไม่รู้อยู่ตรงไหน หลังสองทุ่มมันก็เงียบเป็นป่าช้าแบบที่คุณผู้อ่านเห็นในภาพ แล้วตรูจะไปถามใคร ว่ากลับหอพักผมยังไง

สิ่งที่นึกได้ก็ต้องทำการเดินเวียนเทียนรอบตึกห้าง Saturn เสียก่อน เพื่อหาประตูทางเข้าเดิม ห้างมันก็ใหญ่เอาการ ประมาณๆ ครึ่งหนึ่งของเซ็นทรัลเวิร์ลบ้านเรา (นี่ขนาดห้างบ้านนอกเขานะ) พอได้ประตูทางเข้าเดิม ผมก็เดินย้อนกลับไปตำแหน่งป้ายรถเมล์แถวเดิมได้

แต่เจ้ากรรมก็คือ พอมาดูตารางป้ายรถเมล์ ..เวรกรรม หลังสองทุ่ม รถเมล์มาทีละ 1 ชม.
รออยู่ได้สักครู่  ทั้งหนาวทั้งลมพัดเย็บวูป!  ผมต้องยืนแข็ง(หนาว) แถวป้ายรถเมล์นี้ไปถึง สามทุ่ม ...เอาละสิ...ทำไงดี

ผมก็ค่อยๆ มองถนนที่ผมนั่งรถมา จำได้ว่า ผมนั่งรถเมล์มาราวๆ สิบกว่านาที และรถก็ไม่ได้วิ่งเร็วมาก ถ้าผมเดินกลับ ก็คงใช้เวลาเต็มที่ไม่เกิน 2-3 เท่าของเวลารถเมล์ คือตีไปเป็นตัวเลขกลมๆ ราว 45 นาที คิดๆ แล้วผมตัดสินใจเดินกลับหอ ...ดีกว่า ดีกว่ายืนแข็งที่ป้ายรถเมล์นี้ อุณหภูมิตอนนั้น 18-20 องศานะครับ

ลืมบอกไป รถเมล์ที่เยอรมัน เขามีตารางเวลารถในทุกๆ ป้ายนะครับ สมมุตป้ายรถเมล์แถวห้าง Saturn บอกว่า รถเมล์สาย 115 มาเวลา 18:18, 18:39, 19:04 รถเมล์สาย 115 เขาก็มาตามเวลานั้นๆ เลยนะครับ เท่าที่ลองดู +/- ไม่เกิน 20% ของเวลาที่เพี้ยนไปครับ เพราะเมืองเขา ..รถไม่ติดแบบบ้านเรา


แต่ในความเป็นจริง ผมใช้เวลาเดินกลับหอราว 2 ชม. เพราะเดินหลงทาง ข้อดีของระบบรถเมล์ในเยอรมันคือ เขาจะมีป้ายบอกชื่อสายโดยสาร และบอกด้วยว่า สายไหนผ่านที่ไหน พร้อมแผนที่ ปรากฏตามป้ายรถเมล์ ผมจะรู้ว่าผมหลงทางเมื่อเวลาเดินไปผิดแยก และเช็คข้อมูลตามป้ายรถเมล์



คุณผู้อ่านบางคนอาจต่อว่าผมว่า ..ทำไมไม่เรียกแท็กซี่หละ....ผมอยากจะบอกว่า บ้านนอกเยอรมัน ก็คล้ายๆ บ้านนอกของเรา คนไม่มี แล้วจะมีแท็กซี่มาวิ่งหรอครับ ถ้ามีเยอะๆ แบบบ้านเราผมก็อยากจะเรียกอยู่หรอกครับ ตลอดทางที่ผมเดินกลับ หมา แมว สักตัวผมก็ไม่เห็น คนก็ไม่มี เงียบกริ้ปเหมือนเมืองร้าง แต่ไม่เปลี่ยวนะครับ มีไฟถนนสว่างตลอดทาง และสะอาดเป็นระเบียบมากครับ ทำให้รู้สึกปลอดภัยไปโดยกลายๆ 

หลังสองทุ่ม แทบทุกเมืองที่ผมไป ยกเว้น แฟรงเฟิร์ต และเมืองเศรษฐกิจใหญ่ๆ ของเยอรมัน มันก็แทบเป็นเมืองร้าง ไม่มีผู้คนออกมาเดินตามท้องถนน เหตุผลหนึ่งที่ผมคิดก็คือ เพราะมันหนาวครับ ก็ลองนึกถึงช่วงอากาศหนาวๆ ของบ้านเราสิครับ ร้านก๋วยเตี๋ยวข้างถนนก็ร้างผู้คนไม่แพ้กันครับ

ช่วงที่ผมเดินกลับไปได้ราวชั่วโมงใกล้สามทุ่ม หลงดีใจว่าสบายละ จะได้นั่งรถเมล์กลับหอละ ไม่ต้องเดินละ พอเห็นรถเมล์วิ่งข้ามแยกที่นั่งรอรถเมลอีกด้าน เท่านั้นแหละ ถึงได้รู้ว่ารอผิดที่ และคันถัดไปก็เป็น สี่ทุ่ม...เวรกรรม


คุณผู้อ่านอาจงงว่า ทำไมผมไม่นั่งรอที่ป้ายรถเมล์เฉยๆ  ...โห..การนั่งรอหนึ่งชม. ที่ป้ายรถเมล์ ในสภาพอากาศ 18-20 องศา ...มันหนาวนะคุณ ถ้าคุณเดิน อย่างน้อยคุณก็จะอุ่น (เดือนที่ผมไปคือช่วงกย. เป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วง ...แต่ถ้าเป็นช่วงฤดูหิมะ คุณจะงานเข้าหนักกว่านี้ครับ จะขอเล่าในตอนถัดๆ ไป) 



หลังจากเดินฝ่าอากาศหนาวจากร้าน Saturn กลับถึงหอพัก ผมเหนื่อยมากๆ เลยครับ อากาศหนาวๆ ทำให้เหงื่อเราไม่ค่อยออก ผลก็คือตัวเราจะเหมือนมีมดกัดยิกๆ ตามตัว เพราะต่อมเหงื่อพยายามจะขับเหงื่ออก แต่อากาศหนาวทำให้รูขุมขนเราหดลงเพื่อรักษาความร้อนในร่างกาย...ทรมานระดับย่อมๆ จนคล้ายอาการหอบเลยแหละครับ

และนั่นก็เป็นชีวิตวันแรก คืนแรกในเยอรมัน ตั้งแต่รอแห้วในสนามบินแฟรงเฟิร์ต->เดินทางเข้าเมืองซาร์บรู๊คเคิร์น ->หาปลั๊กแปลงไฟโน้ตบุ๊ค ->เดินกลับหอพัก 2-3 ชม.

เป็นคืนแรกที่เหนื่อยจนหลับสนิท ไม่มีอาการตกค้างของการปรับตัวเรื่องความต่างของเวลา




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น